คำแนะจากผู้ประสบภัย ;)

posted on 26 Oct 2011 01:27 by mochasasiwan

เขียนไว้ตั้งแต่ตีสาม วันที่ 20 ตุลา ใน FB

แล้วจู่ๆ ก็นึกได้ว่า เฮ้ย! ลืมไปเลยว่าเคยมีบล็อก ว่าแล้วก็เอามาใส่ในนี้ด้วยดีกว่า :)

 

 

 

ไม่เคยเขียนโน้ตในเฟซบุ๊คเลยแฮะ แต่วันนี้ดูพี่ศศิน เลขาฯมูลนิธิสืบฯ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำแล้วบอกให้เตรียมสารส้ม

เลยกลับมานึกอยากเขียนอีกรอบ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ทำการสัมภาษณ์แม่อย่างละเอียดมาทุกวัน

 

ถือว่าแชร์ประสบการณ์จากคนท่วมมาก่อนละกัน ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการศึกษา

แต่ว่าเป็นประสบการณ์ตรงผ่านคำบอกเล่าของแม่ ที่ยังคงเป็นผู้ประสบภัยอยู่บนบ้านชั้นสองที่อยุธยา

ที่สำคัญขอดอกจันทร์หน่อยคือ

*** แม่บอกว่าสองวันมานี้ที่บ้านน้ำลดไป 3 นิ้ว คิดเอาเองนะจ๊ะว่าน้ำที่หายไปน่าจะกำลังเดินทางมาที่ไหน *** ;)

 

เอาเป็นว่าจะพยายามไม่เขียนถึงอะไรๆ ที่น่าจะนึกออกอยู่แล้วว่าต้องเตรียมละกันเนอะ

บางอันแม่ก็ไม่ได้บอกหรอก แต่ฟังแม่เล่าสถานการณ์แล้วเอามาประมวลเอง 55

 

การปฏิบัติตัว

 

- ดูข่าวให้รู้ตัว แต่อย่าตื่นตระหนก เช่นถ้าในข่าวพูดชื่อเขตของบ้านเรา ก็อย่าเพิ่งกรี๊ดจิตกระเจิง นึกถึงสภาพพื้นที่ด้วย เช่น บ้านเราอยู่สูงหรือต่ำกว่า ระดับน้ำควรจะเปรียบเทียบกับพื้นที่ไหน

- อย่าอินกับการบิ้วท์ในข่าวให้มากเกินไป ถ้าใครรู้ตัวว่าทำไม่ได้ ดูให้น้อยลงจะดีต่อสภาพจิตใจมากกว่า ให้หน้าที่อัพเดตข่าวสารเป็นของคนที่มีสติ บางทีภาพในข่าวน่ากลัวมาก แต่ภาพแถวบ้านเราอาจไม่น่ากลัวเท่านั้น ถึงจะท่วมเท่ากันก็เหอะ

- อย่าคิดนะจ๊ะว่าจะก่อปูน เอากระสอบกั้น แล้วน้ำมันจะไม่กล้าเข้าบ้าน อันนี้ ** เห็นคนเข้าใจผิดเยอะ ไม่งั้นที่นิคมต่างๆ ก็คงไม่ท่วมอ่ะนะ น้ำมีแรงดัน และไหลได้ พร้อมจะซึมผ่านช่องทางต่างๆมากมาย คือก็ก่อปูนได้ แต่ว่าอย่าชะล่าใจ ควรเก็บของไว้ด้วย อย่าคิดว่าก็ฉันกั้นแล้วไรงิ

- ของที่สำคัญที่สุดที่ควรจะเก็บเป็นอันดับแรกก็คือ เงิน 55 (อันนี้ทุกคนคงรู้) รองลงมาคือเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นและสำคัญ อารมณ์ สมุดบัญชี บัตรต่างๆ ทะเบียน เอกสารหลักฐาน บลาๆ เพราะถ้ามันท่วมบ้านคุณจริงๆ สิ่งเหล่านี้ล่ะจ้ะที่ต้องใช้เวลาที่กลับมาฟื้นฟูทีหลัง และมันไม่สามารถหาซื้อใหม่ได้

- ถ้าน้ำมา แล้วเก็บของไม่ทัน (แต่กรุงเทพควรจะเก็บทันนะ) ตัดอกตัดใจซะบ้าง ไม่มีอะไรสำคัญกว่าชีวิตเรา โปรดอย่าพยายามฝ่าไปเอาอะไรเลย ขอร้องงง โว้ว

- น้ำที่ท่วม เอามาใช้อาบหรือล้างจานได้ (รังเกียจก็เข้าใจ แต่น้ำมันไม่ไหลก็แกว่งสารส้มซะก็ได้) แต่น้ำที่ใช้แปรงฟัน โปรดเสียสละนำน้ำดื่มมาใช้ ไม่งั้นท้องเสียจริงๆ นะจ๊ะ

- สิ่งที่มากับน้ำนอกจากขยะคือน้องสัตว์ต่างๆ (แถวบ้านที่สำคัญก็คือ งู) ซึ่งเค้าก็หนีน้ำเหมือนกัน ดังนั้นเค้าก็กลัวเรา ถ้าต้องลุยน้ำในพื้นที่ที่ดูเสี่ยงว่าจะมีน้องสัตว์อยู่ เอามือแหวกน้ำให้กระเพื่อม ส่งเสียงให้รู้ เค้าจะได้หนีเราไป เค้าก็ไม่อยากเจอเราเหมือนกันแหละ

 

ถ่ายตอนกลับบ้านก่อนน้ำท่วมประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าเป็นปีน้ำมากอีกปีนึง
 

 

ของที่แม่บอกว่าน่าจะเตรียมไว้

 

- สารส้ม แน่นอน เวลาน้ำท่วมน้ำจะไม่ไหล หากท่านมีสารส้ม ก็จะช่วยให้ใช้น้ำที่ท่วมนั่นแหละได้อย่างสบายใจขึ้น

- ขนมปังกรอบหรือขนมอะไรก็ได้ที่มันกินแล้วอิ่ม แต่เป็นแบบที่มันไม่เน่าเสีย ไม่หมดอายุ อยู่ได้เป็นปีๆ อ่ะ อย่างน้อยก็แก้หิวได้

- ลูกอม อมให้หวานๆไว้ ได้พลังงานด้วย จะได้มีน้ำตาลในเลือดบ้าง เดี๋ยวมึน เดี๋ยวเครียด

- นมกล่องยูเอชที เพราะมันอยู่ได้เป็นปีๆ โดยไม่ต้องแช่เย็น กินนมก็อิ่มหยั่งกะกินข้าว (แต่อันนี้ส่วนตัวเราโคตรแหวะกะการกินนมกล่องแบบไม่แช่เย็น 55)

- ถุงดำ สารพัดประโยชน์มาก มากจริงๆ โดยเฉพาะในกรณีห้องน้ำใช้ไม่ได้ ส้วมเต็ม ซึ่งมีโอกาสมากเวลาน้ำท่วม

- เกลือ สารพัดประโยชน์อีกเช่นกัน

- เปิดน้ำประปาใส่ถังเก็บไว้ใช้ เผื่อน้ำไม่ไหล สำคัญสุดคืออย่างน้อยใช้แปรงฟัน อย่างที่บอก

- ยา พวกพาราคิดว่ามีทุกบ้านอยู่แล้วแหละ เตรียมไว้ๆ คงมีใครซักคนในบ้านปวดหัวแน่ๆ 55 แล้วก็อย่าลืมยาแก้ท้องเสียด้วย  แต่สำหรับคนเป็นโรคประจำตัวแนะนำเตรียมยาไว้ให้พอ พวกที่ต้องกินยาตลอด เช่น ความดัน ถ้ายาไม่พอรีบไปขอหมอมาเผื่อไว้เพราะช่วงน้ำท่วมเดินทางลำบาก และแพทย์เคลื่อนที่อาจไม่มียาของเรานะ

- เงินมือถือ โคตรรรรแห่งความจำเป็น เติมให้คนที่บ้านไปหลายคน หลายรอบแล้ว เติมเผื่อไว้ มือถือควรโทรออกได้ตลอดเวลาเน่อ

- จดเบอร์โทรศัพท์จำเป็น ปริ้นท์จากเน็ตมาไว้ก็ได้ เช่นวันนี้ที่บ้านเจออะไรบางอย่างที่ดูแว้บๆ คล้ายจระเข้ ก็ควรจะรู้ทันทีว่าจะโทรไปที่ไหนเนอะ

- อุปกรณ์กันยุงทุกประเภท มีน้ำขังย่อมมียุง แต่จริงๆแม่บอกว่ามันก็ไม่ค่อยกลัวหรอกนะ แต่ก็ยังดีถ้ามียากันยุง หรือโลชั่น หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะมันมียุงแน่ๆฮะ

 

 

จริงๆ มีอะไรมากกว่านี้เยอะมาก แต่ ณ จุดนี้ นึกไม่ออก 55 ถ้าคิดอะไรออกจะมาอัพเดตเพิ่มเติมจ้ะ

แต่คิดว่าถ้าท่วมกรุงเทพฯจริงๆ ก็ยังน่าจะสะดวกกว่าบ้านเราหลายอย่าง

ยิ่งมีเวลาเตรียมตัว และถ้าทุกคนท่วมไปหมด มันน่าจะไม่ลำบากอ่ะ เอาจริงๆเราว่ายังมีของกินแหละน่า

ยังไงถ้าต้องติดอยู่ชั้นสองกัน ทำตัวให้หลั่นล้าเข้าไว้นะ

**ของสำคัญที่สุดที่ต้องเตรียมไว้ก็คือ สติ**

 

ณ เวลาที่เราเขียน คันกั้นเพิ่งแตก น้ำทะลักเข้าคลองประปา

เป็นกำลังใจให้ทุกบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงนะฮะ

อย่าตื่นตูม แต่อย่าประมาท เป็นดีที่สุด :)))

ครั้งหนึ่งในชีวิต โอ้วว มีเรื่องโม้ไปอีกนานเลย ;)

อีกครั้งกับการเอาการบ้านมาอัพบล็อก
 
คราวนี้เป็นทีของวิชา The Other Cinema ซึ่งเป็นวิชาที่ขอแนะนำยิ่งสำหรับเด็กจุฬาชอบดูหนัง ที่ใจกว้างกับหนังนอกกระแส และมั่นใจว่ามีความอดทนมากพอต่อความแปลก งง น่าเกลียด น่ากลัว หวาดเสียว สะอิดสะเอียน ล่อแหลม โจ๋งครึ่ม อย่างที่หาไม่ได้เห็นในหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป 
 
นี่คือผลลัพธ์จากการเรียนหัวข้อ หนัง Surreal ในวันนั้น ซึ่งมีหมายเหตุอันควรเขียนไว้ว่า
1. ดูไม่จบ เพราะหมดเวลา นั่งดูต่อหลังหมดคาบอีกครึ่งชั่วโมงมันก็ยังไม่ยอมจบ เลยต้องยอมจบเองเพราะคนออกจนหมดห้องแล้ว
2. อาจารย์สั่งให้เขียน Cinema Note และเด็กปีสามเพิ่งเข้าภาคอย่างเราได้แต่เกาหัวเงียบๆว่า กูต้องเขียนอะไรวะ? ก็เลยเขียนมั่วไปด้วยเชื่อว่าอาจารย์ใจดีและยืดหยุ่นพอ :) (เมตตาหนูด้วยนะคะ)
 
 
 

'If you're enlightened, El Topo is a great picture. If you don't understand it, you're a limited asshole.' - Alejandro Jodorowsky

ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วพบว่าคุณเป็นหนึ่งในผู้ชมกลุ่มหลังมากกว่า เพราะ Jodorowsky ผู้กล่าวประโยคข้างต้นเป็นทั้งคนเขียนบท แสดง และกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง

แต่ก็คงเพราะความแปลก ล้ำ และเปิดโอกาสให้ตีความได้อย่างแตกต่างหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้ภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1970 เรื่องนี้ยังคงเป็นที่กล่าวถึงมาจนปัจจุบัน

แม้ภาพยนตร์จะเดินเรื่องล้อกับภาพยนตร์ แบบ Western Cowboy ที่พระเอกเป็นฮีโร่เข้ามาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านจากโจรร้าย และภายหลังก็มีเป้าหมายเป็นการพิชิตสี่ยอดฝีมือแห่งทะเลทรายเพื่อเอาชนะใจหญิงสาว แต่แท้จริงแล้วการเดินทางวนเป็นก้นหอยเข้าสู่ศูนย์กลางของทะเลทราย คล้ายจะเป็นการเดินทางเข้าไปสู่ส่วนลึกที่สุดของจิตใจเพื่อการค้นพบของตัวละครเอง

ระหว่างการเดินทางและต่อสู้ เขาเกิดความไม่มั่นใจ ลังเล และคิดจะล้มเลิกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้แรงผลักดันจากหญิงสาวที่รักซึ่งคล้ายเป็นตัวแทนของอำนาจกิเลสในอีกฝั่งของจิตใจคอยกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลา ส่วนยอดฝีมือทั้งสี่ที่เขาไปประชันนั้น ก็ดูจะเป็นตัวแทนของปรัชญาในแนวคิดและศาสนาต่างกันไป เช่น ยอดฝีมือคนหนึ่งที่กระสุนปืนไม่สามารถทำอันตรายได้เพราะเขาไม่มีความคิดที่จะต่อสู้ หรือยอดฝีมืออีกท่านที่เอาชนะได้ก็ด้วยความรักแม้แต่กับศัตรู ซึ่งเป็นสิ่งที่ El Topo ไม่เคยมี

เขาสังหารยอดฝีมือทั้งหมดได้ด้วยเล่ห์กลหรือความบังเอิญ หากแต่สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกผิดของตนเอง เมื่อพบว่าแท้จริงแล้ว ผู้ชนะก็คือ เหล่ายอดฝีมือที่ถูกเขาฆ่า ซึ่งแม้จะตาย แต่ก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า และต่างค้นพบในหลักปรัชญาที่เขาไม่อาจคิดได้ก่อนหน้านี้

เมื่อถึงส่วนที่สองของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นส่วนที่เหมือนกับจะแสดงให้เห็นถึงการเกิดใหม่ของ El Topo เขาคิดได้และมีโอกาสล้างบาปด้วยการช่วยเหลือเหล่าคนค่อมให้สามารถออกจากถ้ำในที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยความผิดหวังที่การทลายเปิดปากถ้ำ กลับกลายเป็นการเปิดทางให้เหล่าคนค่อมต้องมาพบกับสังคมฟอนเฟะ ไร้มนุษยธรรมด้านบนที่ฆ่าพวกเขาอย่างเลือดเย็น

ด้วยภาพที่สวยงาม สีสันสดจัดจ้าน และองค์ประกอบด้านฉาก การแต่งกาย ตลอดจนตัวละครที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดเกินกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมให้ภาพยนตร์ดูเหนือจริง เหมือนเป็นเรื่องราวในความคิดฝัน ซึ่งถูก Jodorowsky ออกแบบมาอย่างประณีตตามวิธีคิดแบบ Surrealism

ตามทฤษฎีของ Sigmund Freud แล้ว การกระทำของเราในระดับที่มีจิตสำนึกซึ่งอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ‘ego’ นั้น มีแรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณในระดับจิตไร้สำนึกที่เรียกว่า ‘id’ ซึ่งเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เหตุผล ความเหมาะสม และมักมีองค์ประกอบเรื่องเพศและความก้าวร้าวเป็นโครงสร้างเบื้องต้น และ Surrealism เองก็เชื่อว่าการรู้จักความจริงนั้นจะทำได้ก็ด้วยการดึงเอาความรู้สึกส่วนลึกที่อยู่เหนือความเป็นเหตุเป็นผลนี้ออกมา ซึ่งต้องออกมาเองอย่างอัตโนมัติไม่ใช่ผ่านกระบวนการตั้งใจอื่นๆ

Jodorowsky เองก็เป็นศิลปิน Surrealist ที่เลือกใช้วิธีการปล่อยความรู้สึกในระดับจิตไร้สำนึกให้ทำงาน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเหนือจริง และภาพสีสดจัดจ้านเหมือนอยู่ในความฝันที่เขาจงใจใช้ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดของ Freud ที่เชื่อว่าห้วงของความฝันคือหนึ่งในช่วงเวลาที่สามารถปลดปล่อยความความคิดรู้สึกที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึกออกมาได้มากที่สุดและเก็บรายละเอียดได้อย่างสมจริงที่สุด

เราจึงมีโอกาสได้เห็นตัวละครแปลกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การรวมร่างของชายแขนด้วนกับชายขากุด คู่สามีภรรยากลางทะเลทรายที่แต่งกายเหมือนอยู่ในโรงแรมหรูกลางหุบเขาที่หนาวเหน็บ ตลอดจนพฤติกรรมของตัวละครเองก็มีผลมาจากแรงผลักของความต้องการภายใน เช่น กลุ่มโจรที่บังคับให้นักบวชแต่งกายเหมือนหญิงแล้วเต้นรำกับพวกตน เพื่อบำบัดความต้องการทางเพศ

ถึงจะดูเหมือนให้ความสำคัญกับความรู้สึกภายใน แต่ภาพยนตร์ก็ยังมีพื้นที่ที่ถูกใช้สำหรับการเสียดสีแนวคิดเชิงการเมือง และมีการใช้สัญลักษณ์ในการเล่าเรื่องมากมาย เช่น การกดขี่ทาสผิวดำของชาวเมืองผู้มีอันจะกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนพร้อมจะเชื่อผู้มีอำนาจ ผู้อยู่ในฐานะที่ได้รับการยอมรับสูงกว่าเสมอ ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นอย่างไร มีเหตุมีผลน้อยแค่ไหน ผู้อยู่ในสถานะต่ำต้อยเยี่ยงทาสผิวดำในเรื่อง ก็ต้องน้อมรับความอยุติธรรมด้วยรู้ดีว่าไม่มีใครพร้อมจะฟังความจริงจากเขา

คงต้องยอมรับว่า El Topo เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพของการแสดงออกทางเพศ ความรุนแรง ตลอดจนพฤติกรรมเข้าขั้นวิกลจริต ออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบสมจริงและไม่มีเขินอาย แต่กระนั้นนอกจากงานด้านภาพที่สวยงาม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Jodorowsky ได้ให้รสชาติของภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้าวล้ำจากภาพยนตร์ในยุคเดียวกัน และก่อให้เกิดการขบคิด ตั้งคำถาม ที่ยังคงเป็นประเด็นให้คุยกันได้มากว่า 40 ปี

คงไม่เป็นไร หากหลังดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วพบว่าเราเป็น ‘a limited asshole’ เพราะอย่างน้อยเมื่อได้ลองชิมฝันรสแปลกของ Jodorowsky

เราก็ได้รู้ว่าโลกนี้ยังมีวิธีการเล่าเรื่องอีกมากมายจริงๆ

right time,right now

posted on 01 Jul 2011 23:37 by mochasasiwan

อย่างหน้าด้านๆ วันนี้เราจะเอาการบ้านมาอัพบล็อก

Foot in mouthFoot in mouth

 

ห้องเรียนวันนี้ เราว่ากันด้วยเรื่อง “เปลี่ยน”

ในพจนานุกรม “เปลี่ยน” เป็นคำกริยา หมายถึงการ “ แปรหรือกลายไปจากลักษณะหรือภาวะเดิม” หรือ “เอาสิ่งหนึ่งเข้าแทนอีกสิ่งหนึ่งโดยกรรมวิธีต่าง ๆ” ไปจนกระทั่ง “ย้าย”

คล้ายกับกริยาส่วนใหญ่ “เปลี่ยน” สามารถถูกใช้ได้ทั้งแบบ active และ passive แถมยังวงเล็บว่าสามารถกระทำได้แม้ประธานผู้ลงมือหรือกรรมผู้ถูกกระทำไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

เพื่อนๆ พี่ๆ ในชั้นผลัดเปลี่ยนกันเล่าเรื่องการ “เปลี่ยน” ทั้งที่ให้ผลไปในทางบวกและลบ

บางคนพยายามเปลี่ยนตัวเอง บางคนพยายามเปลี่ยนคนอื่น บางคนคิดใหญ่อยากเปลี่ยนระดับประเทศ บางคนเปลี่ยนเพราะสถานการณ์บังคับ บางคนปลุกสมัครพรรคพวกให้ลุกขึ้นเปลี่ยน และบางคนเลือกเก็บความคิดอยากจะเปลี่ยนไว้รอเวลาที่เหมาะสม

บางการเปลี่ยนต้องอาศัยพลัง บ้างอาศัยความกล้า บ้างต้องอดทน ใช้เวลา แต่บ้างก็เรียบง่ายยิ่งกว่าที่เคยคาดเดา

 

วันเดียวกัน ฉันได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่ง เธอแนะนำตัวกับฉันว่าทำงานอยู่ที่โรงไฟฟ้า และเพิ่งได้อ่านนิตยสารฉบับที่เด็กฝึกงานอย่างฉันได้มีโอกาสลงมือทำ เธอกล่าวขอบคุณที่เราเสนอเรื่องของอาจารย์ผู้คิดค้นลูกบอลจุลินทรีย์ชีวภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เธอและทีมงานตามหามานาน เพื่อใช้ยืนยันในการเสนอโครงการกับผู้ใหญ่ว่า ลูกบอลก้อนเท่ากำปั้นก็สามารถบำบัดน้ำเสียได้ไม่แพ้น้ำจุลินทรีย์เป็นขวดๆ

วินาทีที่เธออ่านทวนประโยคของอาจารย์ว่า “เป้าหมายของผมคือทำไปทั้งประเทศ ทั้งโลกนี้ แต่ใครจะให้ความร่วมมือกับผมบ้างเท่านั้นเอง” แล้วบอกกับเราว่าเธอกับทีมงานนี่แหละคือผู้ที่อาสาจะมาช่วยเอง ฉันก็รู้สึกว่านิตยสารเล่มนี้ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว

 

ในทุกวันที่ดำเนินชีวิต ไม่ว่าโดยรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับอิทธิพลจากใครหลายคน ประกอบกันเข้าเป็นเรี่ยวแรงสำคัญผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเพราะฉะนั้นเราก็คงเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนเรี่ยวแรงสำหรับการเปลี่ยนแปลงของใครคนอื่นเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อแรงของเราถูกส่งออกไปในฐานะ “สื่อ”

หลังวางสายโทรศัพท์ ฉันเรียนรู้ว่า หาก “right time” ของการเป็นผู้ลงมือเปลี่ยนแปลงยังเดินทางมาไม่ถึง เราก็สามารถใช้ “right now” ทำเท่าที่สถานะปัจจุบันของเราจะเอื้อให้ไปก่อนได้

เผื่อว่าบางทีมันอาจมีประโยชน์สำหรับ “right time” ของใครคนอื่นในขณะนี้