El Topo : หนัง Surreal สุดแปลกที่ต้องเขียนถึงทั้งๆที่ยังดูไม่จบ
posted on 04 Jul 2011 23:04 by mochasasiwan'If you're enlightened, El Topo is a great picture. If you don't understand it, you're a limited asshole.' - Alejandro Jodorowsky
ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วพบว่าคุณเป็นหนึ่งในผู้ชมกลุ่มหลังมากกว่า เพราะ Jodorowsky ผู้กล่าวประโยคข้างต้นเป็นทั้งคนเขียนบท แสดง และกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง
แต่ก็คงเพราะความแปลก ล้ำ และเปิดโอกาสให้ตีความได้อย่างแตกต่างหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้ภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1970 เรื่องนี้ยังคงเป็นที่กล่าวถึงมาจนปัจจุบัน
แม้ภาพยนตร์จะเดินเรื่องล้อกับภาพยนตร์ แบบ Western Cowboy ที่พระเอกเป็นฮีโร่เข้ามาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านจากโจรร้าย และภายหลังก็มีเป้าหมายเป็นการพิชิตสี่ยอดฝีมือแห่งทะเลทรายเพื่อเอาชนะใจหญิงสาว แต่แท้จริงแล้วการเดินทางวนเป็นก้นหอยเข้าสู่ศูนย์กลางของทะเลทราย คล้ายจะเป็นการเดินทางเข้าไปสู่ส่วนลึกที่สุดของจิตใจเพื่อการค้นพบของตัวละครเอง
ระหว่างการเดินทางและต่อสู้ เขาเกิดความไม่มั่นใจ ลังเล และคิดจะล้มเลิกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้แรงผลักดันจากหญิงสาวที่รักซึ่งคล้ายเป็นตัวแทนของอำนาจกิเลสในอีกฝั่งของจิตใจคอยกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลา ส่วนยอดฝีมือทั้งสี่ที่เขาไปประชันนั้น ก็ดูจะเป็นตัวแทนของปรัชญาในแนวคิดและศาสนาต่างกันไป เช่น ยอดฝีมือคนหนึ่งที่กระสุนปืนไม่สามารถทำอันตรายได้เพราะเขาไม่มีความคิดที่จะต่อสู้ หรือยอดฝีมืออีกท่านที่เอาชนะได้ก็ด้วยความรักแม้แต่กับศัตรู ซึ่งเป็นสิ่งที่ El Topo ไม่เคยมี
เขาสังหารยอดฝีมือทั้งหมดได้ด้วยเล่ห์กลหรือความบังเอิญ หากแต่สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกผิดของตนเอง เมื่อพบว่าแท้จริงแล้ว ผู้ชนะก็คือ เหล่ายอดฝีมือที่ถูกเขาฆ่า ซึ่งแม้จะตาย แต่ก็ตายอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า และต่างค้นพบในหลักปรัชญาที่เขาไม่อาจคิดได้ก่อนหน้านี้
เมื่อถึงส่วนที่สองของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นส่วนที่เหมือนกับจะแสดงให้เห็นถึงการเกิดใหม่ของ El Topo เขาคิดได้และมีโอกาสล้างบาปด้วยการช่วยเหลือเหล่าคนค่อมให้สามารถออกจากถ้ำในที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยความผิดหวังที่การทลายเปิดปากถ้ำ กลับกลายเป็นการเปิดทางให้เหล่าคนค่อมต้องมาพบกับสังคมฟอนเฟะ ไร้มนุษยธรรมด้านบนที่ฆ่าพวกเขาอย่างเลือดเย็น
ด้วยภาพที่สวยงาม สีสันสดจัดจ้าน และองค์ประกอบด้านฉาก การแต่งกาย ตลอดจนตัวละครที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดเกินกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งหมดนี้ล้วนส่งเสริมให้ภาพยนตร์ดูเหนือจริง เหมือนเป็นเรื่องราวในความคิดฝัน ซึ่งถูก Jodorowsky ออกแบบมาอย่างประณีตตามวิธีคิดแบบ Surrealism
ตามทฤษฎีของ Sigmund Freud แล้ว การกระทำของเราในระดับที่มีจิตสำนึกซึ่งอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ‘ego’ นั้น มีแรงผลักดันส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณในระดับจิตไร้สำนึกที่เรียกว่า ‘id’ ซึ่งเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เหตุผล ความเหมาะสม และมักมีองค์ประกอบเรื่องเพศและความก้าวร้าวเป็นโครงสร้างเบื้องต้น และ Surrealism เองก็เชื่อว่าการรู้จักความจริงนั้นจะทำได้ก็ด้วยการดึงเอาความรู้สึกส่วนลึกที่อยู่เหนือความเป็นเหตุเป็นผลนี้ออกมา ซึ่งต้องออกมาเองอย่างอัตโนมัติไม่ใช่ผ่านกระบวนการตั้งใจอื่นๆ
Jodorowsky เองก็เป็นศิลปิน Surrealist ที่เลือกใช้วิธีการปล่อยความรู้สึกในระดับจิตไร้สำนึกให้ทำงาน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเหนือจริง และภาพสีสดจัดจ้านเหมือนอยู่ในความฝันที่เขาจงใจใช้ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดของ Freud ที่เชื่อว่าห้วงของความฝันคือหนึ่งในช่วงเวลาที่สามารถปลดปล่อยความความคิดรู้สึกที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึกออกมาได้มากที่สุดและเก็บรายละเอียดได้อย่างสมจริงที่สุด
เราจึงมีโอกาสได้เห็นตัวละครแปลกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การรวมร่างของชายแขนด้วนกับชายขากุด คู่สามีภรรยากลางทะเลทรายที่แต่งกายเหมือนอยู่ในโรงแรมหรูกลางหุบเขาที่หนาวเหน็บ ตลอดจนพฤติกรรมของตัวละครเองก็มีผลมาจากแรงผลักของความต้องการภายใน เช่น กลุ่มโจรที่บังคับให้นักบวชแต่งกายเหมือนหญิงแล้วเต้นรำกับพวกตน เพื่อบำบัดความต้องการทางเพศ
ถึงจะดูเหมือนให้ความสำคัญกับความรู้สึกภายใน แต่ภาพยนตร์ก็ยังมีพื้นที่ที่ถูกใช้สำหรับการเสียดสีแนวคิดเชิงการเมือง และมีการใช้สัญลักษณ์ในการเล่าเรื่องมากมาย เช่น การกดขี่ทาสผิวดำของชาวเมืองผู้มีอันจะกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนพร้อมจะเชื่อผู้มีอำนาจ ผู้อยู่ในฐานะที่ได้รับการยอมรับสูงกว่าเสมอ ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นอย่างไร มีเหตุมีผลน้อยแค่ไหน ผู้อยู่ในสถานะต่ำต้อยเยี่ยงทาสผิวดำในเรื่อง ก็ต้องน้อมรับความอยุติธรรมด้วยรู้ดีว่าไม่มีใครพร้อมจะฟังความจริงจากเขา
คงต้องยอมรับว่า El Topo เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพของการแสดงออกทางเพศ ความรุนแรง ตลอดจนพฤติกรรมเข้าขั้นวิกลจริต ออกมาอย่างโจ่งแจ้งแบบสมจริงและไม่มีเขินอาย แต่กระนั้นนอกจากงานด้านภาพที่สวยงาม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Jodorowsky ได้ให้รสชาติของภาพยนตร์ที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้าวล้ำจากภาพยนตร์ในยุคเดียวกัน และก่อให้เกิดการขบคิด ตั้งคำถาม ที่ยังคงเป็นประเด็นให้คุยกันได้มากว่า 40 ปี
คงไม่เป็นไร หากหลังดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วพบว่าเราเป็น ‘a limited asshole’ เพราะอย่างน้อยเมื่อได้ลองชิมฝันรสแปลกของ Jodorowsky
เราก็ได้รู้ว่าโลกนี้ยังมีวิธีการเล่าเรื่องอีกมากมายจริงๆ

#1 By juthas on 2011-07-05 07:25