เด็กชายนักปลูกต้นไม้

posted on 10 Jun 2011 01:50 by mochasasiwan

เด็กชายนักปลูกต้นไม้ 

 

กลิ่นชื้นของไอดินหลังถูกรดน้ำใหม่ ๆ ...

เด็กชายรู้ดีว่า สำหรับคนที่ไม่เคยใส่ใจสูดดมแล้ว ก็คงมองมันเป็นเพียงวลีพรรณนาเพื่อพยายาม สร้างอารมณ์วลีหนึ่ง  แม้ว่าเขาจะวานให้คนเขียนช่วยอธิบายมันอย่างละเอียดเพียงใด

หากแต่สำหรับเขา นี่เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นชิน และไม่เคยตัดใจจากมันได้เลย

กระทั่งทุกวันนี้

--------------------

ความรู้สึกหัวใจพองโต ก็เป็นวลีที่ไม่ต่างกัน

มันเป็นวลีที่ตรงกับการอธิบายความรู้สึก ณ ขณะหนึ่ง ที่หากผู้ไม่เคยสัมผัสย่อมไม่มีวันเข้าถึงได้  แต่สำหรับผู้เคยประสบย่อมเข้าใจว่าไม่มีถ้อยคำใดจะประกอบกันขึ้นเพื่ออธิบายได้ตรงไปกว่านี้

เหมือนตอนที่เขารู้สึกคราวนั้น

คราว ป.4 ที่นักเรียนวิชาเกษตรทุกคนต่างก็ได้รับการบ้านไม่ต่างกัน นั่นคือการกลับบ้านไปเพาะเมล็ดถั่วเขียวที่เคยแต่ต้มกิน ให้กลายเป็นถั่วงอก ขาว ๆ อวบ ๆ เหมือนที่นอนเด้งอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยวนั่น

ถึงเวลาส่งการบ้าน เด็กชายจำได้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อพบว่าถั่วงอกของเขาเติบโตสูงใหญ่ สมบูรณ์เกินกว่าเพื่อนคนใดในชั้นเรียน

คำชมจากคุณครูที่ดูจะประทับใจด้วยใจจริง ยิ่งทำให้ร่างกายมหึมาที่บรรจุหัวใจดวงเล็ก ๆ ของเขาแคบลงไปเสียฉับพลัน

--------------------

เมื่อรู้ว่าตัวเองมีดีด้านกรีนแฮนด์เหนือคนอื่น  เด็กชายจึงริอ่านอยากปลูกอะไรที่ยากกว่าถั่วงอก  เพียงแต่เขายังไม่มั่นใจว่าจะปลูกอะไร

“ก็ปลูกที่อยากปลูกนั่นแหละ” เสียงแนะนำไม่รู้จากใครในบ้าน

เด็กชายจึงเริ่มปฏิบัติการของเขาเร็วเท่าใจนึก

เขาครุ่นคิดว่าจะปลูกอะไรดี  ไม้ดอกก็สีสวย ไม้พุ่มก็มีราคา ผลไม้หรือก็น่ากิน

แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้  ในเมื่อเขาชอบกินผัก  กินจนเริ่มรู้ว่าลักษณะผักดีที่ซื้อมาแล้วได้รสชาติดังใจต้องเป็นแบบใด  แล้วทำไมเขาจึงไม่ลองปลูกผักเสียเองล่ะ ?

อันที่จริง เขาไม่รู้หรอกว่า ผักที่กินอยู่ทุกวัน มันมีขั้นตอนปลูกยังไง

แต่เขามั่นใจว่ามันคงไม่ยากเกินไป  ไม่เช่นนั้นจะมีผักวางขายอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองหรือ?

--------------------

เวลาว่างมากมายจากการไม่มีอะไรทำของเด็กประถมที่ไม่ยอมเรียนพิเศษ จึงหมดไปกับการเตรียมดิน คัดเมล็ด ปลูก และบำรุงแปลงผักน้อย ๆ ของเขาเอง

หลายหนเขาท้อใจเพราะผักที่ปลูกยังไม่ทันโต ก็มีอันล้มตาย ด้วยเหตุที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าควรปลูกอย่างไร  ครั้นต้นที่ไม่ตาย หน้าตาก็กลับไม่สะสวยดังผักที่เคยซื้อตามท้องตลาด  เด็กชายเริ่มท้อถอย  หัวใจที่เคยพองโตเหมือนถูกทิ่มเป็นรูเล็ก ๆ ให้ค่อยแฟบลงช้า ๆ

หลายครั้งเขาเหนื่อยหน่ายกับการตอบคำถามที่ว่า เหตุใดมือทองด้านการปลูกต้นไม้อย่างเขา จึงไม่หันไปลองปลูกพืชประเภทอื่นที่มีราคาสูงกว่าผักบ้าง  พืชที่ไม่ต้องการการดูแลทะนุถนอมอย่างผักในแปลงของเขา  แต่ให้ผลลัพธ์เป็นราคาค่าตอบแทนที่น่าพอใจ

เด็กชายได้แต่ยิ้มบาง ๆ ปฏิเสธ  เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าการปลูกผัก คงยากที่จะทำให้เขารวยได้  ทุกวันนี้เขาเองก็เห็นความต้องการจากตลาดอยู่ตำตาว่าเพื่อน ๆ ของเขาช่างหาคนชอบกินผักได้น้อยลงเต็มที

แต่เขาเข้าใจดี  ผักไม่ได้หยิบกินได้ทันทีอย่างผลไม้ แล้วก็ไม่ได้ให้ความสุขสบายตาเพียงแรกเห็นอย่างไม้ดอกไม้ประดับ  แถมสำหรับหลาย ๆ คน ผักก็เป็นเหมือนยาที่ถ้าไม่มีใครบังคับ ก็คงไม่อยากกิน

เขาไม่ปฏิเสธความอร่อยของผลไม้หรือสีสวยสะกดใจของไม้ดอก  เขาเพียงคิดว่า ถ้าเขาชอบกินผัก ก็ควรจะปลูกผักมิใช่หรือ ?

ที่สำคัญ ลึกลงในใจ เขารู้ดีว่ามีแปลงผักตั้งมากมายที่สามารถขยายกิจการใหญ่จนกลายเป็นไร่ผักที่โด่งดัง  ทำให้เขารู้ว่านอกจากตัวเองแล้ว ยังมีคนอื่นอยากกินผักอยู่เสมอ  เขาฝันอยากเป็นเจ้าของไร่ใหญ่แบบนั้น แต่ก็รู้ดีว่าต้องปลูกผักของเขาให้คงคุณค่าและหน้าตาสวยพอให้คนอยากกินได้เสียก่อน

และที่สำคัญ ต้องปลอดสารพิษ

--------------------

แล้ววันหนึ่งเขาก็ทำสำเร็จ

เมื่อมีการประกวดผักปลอดสารพิษที่มีรสชาติดีที่สุด  เด็กชายไม่รู้หรอกว่ารสชาติผักของเขาเป็นอย่างไร  เขาเพียงอยากส่งผักที่เกิดจากความตั้งใจปลูก บำรุง รักษา กำจัดวัชพืช หนอน แมลง กระทั่งออกมาเป็นผลิตผลของเขาไปให้คนอื่น ๆ ได้ดู

ผลปรากฏว่าเขาชนะ

รางวัลที่เขาได้รับคือแปลงผักขนาดใหญ่ ใหญ่พอที่จะสร้างเป็นไร่ผักปลอดสารที่เขาเฝ้าฝันมานาน

ผู้คนต่างตื่นเต้นในการได้รับรางวัลของเด็กชาย  ทุกคนเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวกันว่าการปลูกผักได้งาม อร่อย ทั้งยังมีคุณค่า ด้วยอายุเพียงเท่านี้ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชมมาก  แม้ไม่รู้ว่าอายุกับการปลูกผักเกี่ยวข้องกันอย่างไร  แต่เด็กชายก็กลายเป็นหนึ่งในผู้รู้ด้านการปลูกผักไปโดยแทบไม่รู้ตัว

วิชาเกษตรตกเป็นของเขา คุณครูวางใจให้เด็กชายรับหน้าที่สอนเพื่อนปลูกผัก  ไม่นานโรงเรียนใกล้เคียงเตลิดไปจนถึงแปลงผักของเพื่อนบ้านก็มาขอให้เขาไปช่วยแนะเคล็ดลับในการปลูกให้  เด็กชายเดินทางไปทุกที่ด้วยความเต็มใจ  เขาดีใจที่มีโอกาสได้เล่ากรรมวิธีในการคัดเมล็ด ด้วยนึกถึงตัวเองในยามที่ไม่รู้ว่าต้องบำรุงดินอย่างไร

บ่อยครั้ง เขาถูกร้องขอให้เข้าไปช่วยปลูกผักให้โดยไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน  แต่เขาก็ไม่เคยขัดขืนด้วยหวังจะเก็บเป็นต้นทุนสู่การเป็นเจ้าของไร่ที่สมบูรณ์  ผู้คนที่รู้จักเริ่มชักชวนเขาไปลองปลูกอย่างอื่น ด้วยเห็นว่าเป็นมือทองของการปลูกต้นไม้  บางคนขอให้เขาไปช่วยปลูกผลไม้โดยยืนยันว่าหากปลูกผักงามได้ ผลไม้ก็ไม่น่าจะยากเกินความสามารถ 

กระทั่งมีคนชักชวนเขาให้ลองเลี้ยงไก่ เขาก็ทำ  ก็ในเมื่อไก่นั้นกินหนอน และหนอนนั้นมีอยู่ทั่วไปในผัก แล้วมันจะไม่เป็นประโยชน์กับเขาได้อย่างไร

--------------------

เด็กชายยืนสูดกลิ่นไอดินเข้าไปให้ลึกจนแน่นหน้าอก

เบื้องหน้าเขาคือแปลงผักขนาดใหญ่ที่ได้รับรางวัลมา คือพื้นที่ที่เขาฝันว่ามันจะกลายเป็นไร่ผักปลอดสารหน้าตาดี มีคุณค่าทางอาหาร

เขาเชื่อว่าความฝันที่เหมือนกันของนักปลูกผักทุกคน  คือการได้เป็นเจ้าของไร่ผัก แม้เพียงสักหนึ่งไร่ในชีวิตก็ยิ่งใหญ่มากพอแล้ว เขาเคยคิดว่ามันคงต้องใช้เวลา อาจยาวนานเกือบทั้งชีวิตกว่าที่จะได้เป็นเจ้าของไร่ที่ใหญ่ขนาดนี้ 

เขาวางแผน วาดภาพในใจ  ตรงนี้จะปลูกคะน้า  อีกด้านเป็นผักบุ้งจีน  ด้านหลังให้เป็นผักกาดหอม  สี่แถวนั้นแบ่งให้ฟักทอง  รอบ ๆ ก็ล้อมไปด้วยต้นมะนาว

แต่เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะได้มันมาเร็วขนาดนี้

ทุกครั้งที่ไปสอน เขามีความสุขที่ได้เล่าให้คนอื่น ๆ ฟังว่าเขาปลูกผักอย่างไร ทุกครั้งที่เขาไปตลาด เขาพอใจที่ได้เห็นผักมากมายวางเรียงรายออกสู่ตลาดยามเช้าทุกวัน นั่นยิ่งทำให้มั่นใจว่ายังคงมีคนสนใจทั้งกินและปลูกผักอยู่อีกมาก 

แต่หัวใจที่พองเหมือนตอน ป.4 ของเด็กชายกลับอึดอัดคล้ายหายใจไม่สะดวกทุกครั้งที่มีคนถามถึงแปลงผักของเขา  แปลงผักที่ทุกคนตั้งตารอให้กลายสภาพเป็นไร่ผักขนาดใหญ่อย่างเอาใจช่วย

พวกนั้นคงไม่รู้หรอกว่าเขาก็ตั้งตารอเช่นกัน 

จะอย่างไร เขาก็ไม่อาจตัดใจจากกลิ่นไอดินนี้ได้

เพียงแต่ตอนนี้ตรงหน้าเขานั้น คือแปลงดินผืนใหญ่ที่มีสภาพไม่ต่างไปจากตอนที่เขาได้รับมันมา  โดยที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงปล่อยร้างมันมาได้ตั้งเกือบปี

คนเราจะปลูกผัก ปลูกผลไม้ แล้วเลี้ยงไก่ไปด้วยก็คงไม่เป็นปัญหา  ติดเพียงแต่ว่า หากเขาอยากเป็นเจ้าของไร่ผักที่ยิ่งใหญ่อย่างเคยฝัน

มือที่ถือจอบ คงเรียกร้องกำลัง มากเกินกว่าจะแบกตะกร้อสอยมะม่วง และโรยข้าวเปลือกไปพร้อม ๆ กัน  และไร่ที่เขากำลังลงมือขุดนั้น ก็ควรเป็นไร่ของตัวเองเสียที

--------------------

 

คุ้ยเรื่องเก่าๆ ที่เขียนไว้เป็นปีแล้ว เอามาอัพเตือนสติและเป็นขวัญและกำลังใจให้เจ้าของบล็อก :)

 

 

ไม่อยาก "เคย"

posted on 21 May 2011 18:23 by mochasasiwan

ฉันเคยเป็นคนชอบเขียนหนังสือ

ด้วยความเป็นเด็กแก่แดด จำได้ว่าสักปอสามปอสี่ ฉันก็ริจะเขียนนิยายเอาอย่างหนังสือแปลฝรั่งที่ชอบอ่าน ผลคือได้งานวรรณกรรม(เขียนโดย)เยาวชนหลายเล่มที่ล้วนเล่าค้างไว้แค่ต้นเรื่อง

 

บางคนบอกให้ทำสิ่งที่รักเป็นงาน เพราะเราจะไม่เบื่อที่ต้องออกไปทำในทุกๆ วัน

แต่บางคนบอกกลับกันว่า เมื่อเอาสิ่งที่รักมาเป็น “งาน” ระวังเถอะอีกไม่นาน คุณก็จะหมดรัก

ปัจเจกนิยมอย่างฉันอ่านสองประโยคข้างบน แล้วก็เถียงแบบห่วงเจ็บตัวว่า มันขึ้นอยู่กับบุคคลและบริบท

 

ตั้งแต่เริ่มเขียนเป็น “งาน” ฉันก็ไม่เคยแต่งวรรณกรรมเหมือนตอนเป็นเยาวชนอีก บทความที่ถูกผลิตจากปลายนิ้วตอบโจทย์จากใครสักคนเสมอ

แทบทุกชิ้นถูกเขียนด้วย verb “ปั่น”

 

สองเดือนกว่าแล้วที่ฉันเข้ามาป้วนเปี้ยนที่นี่

ในฐานะกองบรรณาธิการ a team junior 8 เรามีโอกาสติดตามพี่ๆ กองบ.ก. ไปสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้อยู่บ่อยครั้ง และมีโอกาสได้นั่งอยู่ในวงสนทนาประสาวรรณกรรมซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเต็มตื้นแปลกๆ ข้างใน

ฐานข้อมูลในแวดวงหนังสือตอนอยู่ปอห้า ยังน่าจะแข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่ฉันทำได้เพียง “รู้จัก” หนังสือหลายเล่ม และ “เคยได้ยินชื่อ” นักเขียนอีกหลายคน

ความรู้สึกข้างในปะทุขึ้นรุนแรงอย่างที่สุด เมื่อติดสอยห้อยตามพี่กองบ.ก.ไปสัมภาษณ์บรรณาธิการที่เคยอ่านและเลือกเรื่องสั้นของฉันลงตีพิมพ์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเรื่องของตัวเองปรากฏอยู่บนหนังสือที่วางขายทั่วประเทศ

เกือบสี่ปีผ่านไป เขายังจำชื่อและนามสกุลฉันได้ไม่ตกหล่น ฉันรู้สึกจุกอกเมื่อถูกบ.ก.สุชาติ สวัสดิ์ศรี เอ่ยปากถามว่าตอนนี้ยังเขียนเรื่องสั้นอยู่ไหม

 

ฉันรู้ตัวดีว่าเป็นคนที่เขียน Blog ไม่เคยรอด อัพไม่กี่เอนทรี่ก็มีอันเป็นไป ถูกทิ้งร้างไว้เสียทุกครั้ง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฉันไม่กล้าคาดหวังว่ามันจะมีอายุยืนสักแค่ไหน

เพียงแต่เมื่อรู้สึกตัว กลับไปอ่านประโยคแรกของบทความนี้ ฉันก็รู้ตัวทันทีว่าควรพยายามรีบพาตัวเองกลับมาเขียนอะไรตามใจ

ก่อนจะกลายเป็นแค่คน เคย ชอบเขียนหนังสือ

 

edit @ 22 May 2011 19:40:09 by mochasasiwan

edit @ 22 May 2011 19:40:49 by mochasasiwan